ใบปัดซิลิโคนแท้ส่ง

ร้านฐานิกาพานิช จังหวัดขอนแก่น มีใบปัดซิลิโคนแท้ส่งจำหน่าย
  ติดตามอุดหนุนกันได้นะคะ คู่ละ 100 บาท ร้านเปิดเวลา 6.30-22.30 น. ค่ะ










จับประเด็นจากจับเข่าคุย ธนินท์ เจียรวนนท์




ธนินทร์"พูด"ฐานิกาพานิช"จับ" ได้ประเด็นดังนี้
**ประเทศที่ผลิตยางได้ มีแค่ 3 ประเทศ ให้"จับมือกัน"ขึ้นราคาเหมือนกับนำ้มันที่รวมตัวกันเป็น"โอเปค"ราคา 150 บาท ไม่ใช่แค่ฝัน

**ขายข้าวถูกๆไม่ได้หมายความว่าเขาจะซื้อเราเยอะเสมอไปยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ถึงข้าวเราจะถูกกว่าแต่เขาก็ไม่ซื้อเพราะเขาต้องการสนับสนุนชาวนาของเขา 

**การจะขายข้าวให้ได้ราคาต้องจับมือกับคู่แข่ง เปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นคู่ค้า แบ่งตลาดกัน แต่ถ้าเขาไม่ยอมแบ่งตลาดกับเรา ก็ปล่อยให้เขาเทขายให้หมด แล้วเราค่อยขายทีหลัง  ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียความเป็นเจ้าตลาด อย่ามองแต่ปริมาณขาย ให้มองที่ราคาและผลกำไร

**หลังกำไรพอแล้วให้เอาข้าวหอมมะลิดีดีไปให้เกาหลีเหนือกิน เอาของดีไปให้เขากิน จนติดใจ เป็นการสร้างตลาดระยะยาว อีกหน่อยเกาหลีเหนือรวยเขาก็ต้องซื้อข้าวไทย

**ไทยมีพื้นที่เกษตรมากแต่ต้องแบ่งสันปันส่วนการเพาะปลูกพืชเกษตรให้ดี ปลูกข้าวเท่าไหร่ ข้าวโพด ยาง เท่าไหร่ ปาล์ม พืชอื่นๆเท่าไหร่ เพราะตัวอื่นก็ทำกำไรเช่นกัน

**ข้าวปลูกให้น้อยลงจาก 67 ล้านไร่ ลดเหลือ25 ล้านไร่พอ เลือกปลูกเฉพาะที่ๆเหมาะสม มีน้ำดี ขนส่งสะดวก ขาย กิโลละ 25 บาทก็จะได้ราคาเท่ากับ 67 ล้านไร่เสียอีก

**ไต้หวัน ทำนามาหลาย 10 ปี น่าศึกษาเอาอย่างคือ การเปลี่ยนวิธีทำนาเพื่อใช้พื้นที่น้อยแต่คุ้ม  ขุดดินเป็นคลองสองด้านเพื่อทำถนน แล้วปลูกข้าวถัดจากคลองไปสองฟาก วิธีนี้ทำให้สะดวกในการใส่ปุ๋ย ควบคุมน้ำ ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและทำให้มีอาชีพเพิ่มคือ1) อาชีพเพาะกล้าในถาด เลี้ยง 1 เดือน ประหยัดเวลาไป 1 เดือน ทำให้ทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง 2) รับเหมาดำนา 3) อาชีพดูแลน้ำ ศัตรูพืช และเก็บเกี่ยว 

** ไทยต้องปรับตัวเองเป็นแรงงานบริการ อย่าทำตัวเป็นแรงงานราคาถูก ให้ทำตัวเป็นแรงงานบริการ เพราะจะได้มีราคา มีงานทั้งปี  มีบริษัทที่มาบริหารจัดการอย่างดี เช่น เดือนนี้เกี่ยวข้าว เดือนนี้เก็บส้ม เดือนนี้เก็บทุเรียนเป็นต้น จะได้ทันเวลา ตรงเวลา

**ชาวนา และสินค้าเกษตรเป็นสมบัติของชาติ รัฐบาลต้องช่วย  ต้องดูแล

**เงินบาทแข็ง ไม่ต้องกลัวเพราะเราซื้อน้ำมันมาถูก ต้นทุนการผลิตก็ถูกลง พอขายของออกนอกก็ได้กำไรเยอะ

**เงินบาทอ่อน บางคนดีใจว่าจะขายของออกนอกได้ในราคาถูก แข่งขันได้ แต่เปล่าเลย ขายดีแต่ไม่ได้กำไร  เพระาผู้ซื้อเขาเอาบาทอ่อนไปคิดด้วย ทำให้เขากดราคาเรา  ซื้อน้ำมันเข้ามาก็แพง ตุ้นทุนก็สูง  สู้บาทแข็งดีกว่า แล้วหันมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ดีกว่า

**การเมืองต้องเพื่อการบ้าน ไม่ใช่การเมืองเพื่อการเมือง ต้องถือประเทศชาติประชาชน อย่าห่วงแต่ชื่อเสียงของตนเอง ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประชาสัมพันธ์ให้เขาเข้าใจ

**ปรับวิธีคิดใหม่ มองใหม่เรื่องการที่ต่างชาติเข้ามาอยู่ในไทย ให้มองอเมริกา เขาทำมานานแล้ว เขาดึงคนเก่งๆเข้าประเทศ ใ้ห้กรีนการ์ด ไทยควรเรียนรู้เรื่องนี้

**ท่องเที่ยว เป็นอุตสาหกรรมที่ดี เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีปล่องไฟ คนที่มาท่องเที่ยวก็มีรัสเซีย  จีน  เราต้องปรับท่องเที่ยว ให้เป็นจุดขาย เอาบริการสุขภาพมาพ่วง ทำไมเราต้องให้ลูกหลานเป็นแค่คนใช้แรงงาน เราเอามาเปลี่ยนเป็นแรงงานบริการดีกว่า เปลี่ยนเขาเป็นผู้ให้บริการ ค่าจ้างได้สูงกว่ามาก

**แรงงานที่ใช้แรง  ให้ใช้แรงงานต่างด้าวแทน อเมริกา ต้องรบต้องกวาดต้อนแรงงานทาสเข้าประเทศ แต่ไทยโชคดีมาก แรงงานเดินเข้ามาเองจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เขาใช้แรงงานไป ลูกหลานเราต้องพัฒนาเขาให้ขึ้นมาเป็นแรงงานฝีมือ และแรงงานบริการ 



การสร้างแบรนด์

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจริต 

แม้จะมีการแบ่งจริตของมนุษย์ออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ แต่ด้วยความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ มนุษย์แต่ละคนได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มี "ความเป็นตัวตน" โดดเด่น มีอัตลักษณ์ ที่แตกต่างกันออกไป

หากจะว่าไปแล้ว "แบรนด์" ก็เปรียบได้กับมนุษย์ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ต้องเป็นแบรนด์ที่มี "ชีวิต" และมี "จริต" ที่สะท้อนตัวตน และจิตวิญญาณที่ชัดเจน แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ

ตาม Y&RArchetypes ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนาจากแนวคิดเรื่อง Human Archetypes จริตของแบรนด์ แบ่งออกเป็น 13 กลุ่มหลัก คือ

1. แบรนด์ประเภทวีรบุรุษ (Hero)
2. แบรนด์ประเภทเพื่อนสนิท
3. แบรนด์ประเภทแม่พระ
4. แบรนด์ประเภทผู้สร้างความประหลาดใจ
5. แบรนด์ประเภทนักปราชญ์
6. แบรนด์ประเภทนักมายากล
7. แบรนด์ประเภทผู้พิทักษ์
8. แบรนด์ประเภทผู้บริสุทธิ์
9. แบรนด์ประเภทผู้น่าหลงใหล
10. แบรนด์ประเภทนักรบ
11. แบรนด์ประเภทนักค้นหา
12. แบรนด์ประเภทนักปกครอง
13. แบรนด์ประเภทนักรัก

การหาจริต จิตวิญญาณ หรือ DNA ของแบรนด์ เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างแบรนด์ทั้งหมด  แบรนด์จะแข็งแกร่ง ตัวตน และจิตวิญญาณต้องชัดเจน

คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะสร้างแบรนด์ให้มีชีวิต และจิตวิญญาณ ที่โดดเด่นได้อย่างไร 




เราต้องคิดว่า สินค้าของเราจะไปวางที่นิวยอร์และลอนดอนได้อย่างไร 

ทำยังไงจะ กลายพันธุ์ หรือ แปลงโฉม แบรนด์  ได้


อาจจะถึงเวลาที่"คำนี้" อาจจะไม่เหมาะสมในยุคนี้

การสร้างแบรนด์ ไม่ควรมี2-3 องค์ประกอบ

จะทำอย่างไร ให้แบรนด์ท้องถิ่น ก้าวไปสู่ แบรนด์อินเตอร์

เริ่มจากคิดการใหญ่  คือ คิดเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้กับหลายๆธุรกิจ

4 ธาตุ ที่ต้องคิดเสมอ คือ 1. differentiate สร้างความแตกต่างสูง 2. relevant นำไปใช้ได้ 

3. esteem น่าสนใจ 4. knowledge มีความรู้ในการนำไปใช้

ต่อมาต้อง "คิดเป็น" แบรนด์ของเราต้องคุมไปถึง "อนาคตของธุรกิจ" ด้วย  

ดังนั้น ชื่อ ต้อง "เป็นกลาง" และ "ใหญ่พอ"

แบรนด์ดีต้องมีบุคลิก และ ต้องมีจริตของแบรนด์ ที่ตรงกับบุคลิกของแบรนด์ 

เพื่อให้สามารถเดินทางไปไกลระดับโลก

ธุรกิจ สามารถไปได้ไกล แต่ ช่องทางการจัดจำหน่ายเดิมๆ อาจกลายเป็น อุปสรรคในการเติบโต

จริงหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า รุ่น 1 สร้าง รุ่น 2 ต่อยอด   รุ่น 3 เจ๊ง

ของเก่าเอามา "รี" ได้อย่าไปฆ่ามันทิ้ง

สร้างแบรนด์ใหม่ "เจ้าสัว" แทน "เตียหงี่เฮียง" 

แต่งตัวให้สินค้าเสียใหม่ ทำให้แพ็กเกจมีคุณค่า อยากซื้อ อยากหา สูงส่ง อยากซื้อไปฝาก 

คนที่ได้รับ ก็ดีใจ เป็นสุข ไม่อยากแกะ  กล่องสวยมากอยากเก็บไว้ 

รับรู้ว่า คนที่ให้ตั้งใจจัดหามาให้เป็นอันมาก

เอาของเก่ามา "รี" แล้วเข้าโมเดิร์นเทรด โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา  นี่คือ ต้นทุน ที่ของเก่ามีมาดั้งเดิม



เมื่อแต่งตัวแบรนด์ใหม่แล้ว ก็จัดงานประชาสัมพันธ์แปรนด์ใหม่

สร้างการรับรู้ว่า เมื่อไหร่ที่อยากจะแสดงความคิดถึง ห่วงใย รัก ก็คิดถึง ชุดของฝาก จาก เจ้าสัว

"ข้าวธรรม" คัดข้าวอย่างดีในระดับส่งออกมาใส่ถุงขายในเมืองไทย

สร้างการรับรู้ในคุณค่าของข้าว ไม่ใช้แค่กินๆให้อิ่ม แต่ข้าวธรรม คือการเป็นผู้ให้  การถวายพระ 

ความรัก ห่วงใย ความปราถนาดี 

เมื่อตัวตนของแบรนด์ชัดขึ้น สื่อจะสนใจและเข้ามาหาเอง ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณามหาศาล







ขอบคุณ 
1. อ.สรณ์ จงศรีจันทร์ - กูรูสร้างแบรนด์ที่มีผลงานระดับนานาชาติเป็นประกัน http://www.iwisdom.co.th/v5/index.php?option=com_content&view=article&id=118&Itemid=319
2. ธนาคารกสิกรไทย สำหรับโครงการดีดี  งานสัมมนาแห่งปี K SME Care Business Forum 2011 กับหัวข้อ Creative Branding ยุทธการแปลงโฉมและกลายพันธุ์แบรนด์ SME โดย คุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักกลยุทธ์สร้างแบรนด์ นักวางแผนและพัฒนาธุรกิจ 

ยาสีฟันวิเศษนิยม


ยาสีฟันวิเศษนิยม ของไทย มีจำหน่ายที่ ฐานิกาพานิช ค่ะ 
ยาสีฟัน วิเศษนิยม ยาสีฟันตำรับโบราณ รายแรกของประเทศไทย เริ่มผลิตในปีพุทธศักราช ๒๔๖๔ 
ยืนหยัดด้วยคุณภาพยาสีฟันสมุนไพรไทย
มากว่า ๘๙ ปี และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมายาวนาน
ใช้ได้ทั่วกาย สบายตลอดวัน
วิธีใช้แปรงฟัน 
 1. ใช้แปรงเปียกน้ำเล็กน้อยแตะยาสีฟัน แปรงฟันเช้าเย็น เพื่อความสะอาดสดชื่น และสุขอนามัยที่ดีในช่องปาก
2. ใช้นิ้วมือแตะยาสีฟันวิเศษนิยม นวดบริเวณเหงือก อมไว้สักครู่ แล้วบ้วนทิ้ง ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม และเสียวฟันได้เป็นอย่างดี

วิธีใช้กับผิวหน้า

1. ผสมน้ำเปล่าหรือน้ำมะนาวทาบางๆ บนใบหน้า ก่อนนอน ช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้น ใช้แต้มหัวสิวจะหายเร็วขึ้น
2. เทยาสีฟันวิเศษนิยมบนฝ่ามือ ขัดเบาๆบนผิวหน้าหรือผิวกายที่เปียก แล้วล้างออก จะช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวสะอาดสดใส และให้ความรู้สึกเย็นผ่อนคลาย


วิธีใช้กับผิวกาย

1. ผสมกับน้ำเปล่า ทาผดผื่นร้อน ช่วยลดอาการผดผื่น คัน ให้ความรู้สึกเย็นกายสบายตัว
2. ทาผิวหลังการโกนหนวด ช่วยลดอาการแสบผิว


ประวัติความเป็นมา 
นางผิน แจ่มวิชาสอน ภรรยาของคุณหลวงแจ่มวิชาสอน เป็นผู้เริ่มปรุงยาสีฟันวิเศษนิยม จำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จากตำราที่ได้รับมาจากท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ แพทย์แผนโบราณประจำโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในเวลานั้น คุณหลวงแจ่มวิชาสอนรับราชการเป็นครูผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ท่านเกิดป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด มีเลือดออกตามไรฟันและเหงือกบวมไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนในที่สุดก็มาหายด้วยตำรายาของ ท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ ต่อมาท่านจมื่นได้มอบตำรายาให้แก่นางผิน ด้วยประจักษ์ในคุณงามความดี มีกตัญญู และความขยันขันแข็งของนางผิน แต่แรกนั้น นางผินได้ปรุงยาเพื่อใช้ดูแลนักเรียน และแจกจ่ายให้ผู้ปกครอง และผู้ใกล้ชิด รวมถึงในสมัยรัชกาลที่ ๗ มีการจัดประชุมลูกเสือทั่วประเทศ นางผิน แจ่มวิชาสอนจึงได้ทำยาสีฟันแจกลูกเสือที่มาในงานฟรี เพื่อให้ได้ใช้กันอย่างทั่วถึงด้วยตัวยาสีฟันที่มีคุณภาพ ใช้แล้วเห็นผลดีเป็นที่ประจักษ์ จึงมีคนเรียกร้องให้ทำขาย จึงได้ทำยาสีฟันวิเศษนิยมออกขายแพร่หลายต่อมาจนปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๙๘ โรงงานวิเศษนิยมมีกิจการเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ได้ย้ายมาตั้งอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบัน แถบพระโขนง ทางฝั่งกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๐๙ โรงงานวิเศษนิยม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช รัชการที่ ๙ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานตราตั้ง (พญาครุฑ) แก่โรงงานวิเศษนิยม เพื่อเป็น ศิริมงคลและเกียรติอันสูงสุด พ.ศ. ๒๕๑๐ ถึง ปัจจุบัน มีการดำเนินงานและพัฒนามาโดยลำดับ

ส่วนผสม    ดินสอพอง เกลือจืด พิมเสน สมุนไพร และเครื่องหอม
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://www.visetniyom.com/

การจัดสินค้าคงคลังบทเรียนจากMAKROสู่ร้านค้าปลีก

การจัดสินค้าคงคลังบทเรียนจากMAKROสู่ร้านค้าปลีก

โดย ฐานิกาพานิช

ผู้เขียนเองเป็นผู้ประกอบการรายใหม่สำหรับการเปิดร้านค้าปลีก จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้ทางด้านการค้าปลีกด้วยตนเองจากเว็บไซต์ต่างๆอยู่เสมอ และเมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็อดที่จะถ่ายทอดต่อไปให้กับคนอื่นๆที่อาจจะแสวงหาความรู้ด้วยวิธีเดียวกัน  สำหรับบทความนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนได้เข้าไปอ่านในเว็บไซต์ของ MAKRO และพบว่าเป็นสิ่งดีๆที่ขออนุญาตนำมาแบ่งปัน

การจัดสินค้าคงคลัง  เนื่องจากเจ้าของร้านค้าปลีก จำเป็นต้องมีการบริหารสินค้าคงคลังที่ดี เพื่อให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และควบคุมเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่ ไม่ให้จมไปกับสินค้าที่ซื้อมากักตุนจนมากเกินไป โดยปัจจัยในการควบคุมระดับสินค้าคงคลังประกอบด้วย

1.ความถี่ของการเลือกสินค้าเข้าร้าน ข้อนี้ก็มีปัจจัยที่มีผลต่อความถี่ในการเลือกสินค้าเข้าร้านอยู่หลายประการ
   - เงินทุน ถ้าทุนหนาก็ไม่ต้องซื้อสินค้าเข้าร้านบ่อย แต่ถ้าทุนน้อยก็ต้องทำใจ
   - ผู้ประกอบการแบบ part time คือมีงานประจำ จันทร์-ศุกร์ วันเสาร์-อาทิตย์จึงจะมีเวลาซื้อของเข้าร้าน
   - มีสินค้าใหม่จากบริษัทมาเสนอ
   - ลูกค้าแจ้งความต้องการให้เพิ่มชนิดและจำนวนสินค้า

2.ความพร้อมของเงินทุนหมุนเวียน ที่นำมาใช้ในการลงทุนซื้อสินค้า ตัวนี้สำคัญจริงๆในผู้ประกอบการที่สายป่านยาว มีเงินทุนมากก็สามารถที่จะสต็อกสินค้าไว้มาก ทำให้ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนสินค้า แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการโอเว่อร์สต็อก คือของเหลือบานขายไม่ทันได้  แต่ในกรณีที่เงินเย็นมีไม่มากต้องหมุนกันตัวเป็นเกลียว ก็ต้องยอมรับว่า เราต้องเผชิญกับความผันผวนราคาแบบรายวันหรือรายสองวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราต้องซื้อมาขายไป ใกล้หมดก็วิ่งหาใหม่ เรียกว่า วิ่งกันจนหืดขึ้นคอ

3.ปริมาณขายออกของสินค้าแต่ละตัว จะเป็นตัวช่วยระบุปริมาณสินค้าคงคลังที่ต้องการ ของขายดีขายเร็วก็ต้องสต็อกมากเป็นธรรมดา

4.ความผันผวนของราคาสินค้า ซึ่งอาจเกิดขึ้น และทำให้เจ้าของร้านจำเป็นต้องซื้อเพิ่ม หรือลดลงกว่าปกติ

ระบบการควบคุมสินค้าคงคลัง

1.การทำบัญชีมือ และนับจำนวนสินค้าที่เหลือในคลัง และที่ชั้นปกติด้วยบุคคลากร ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อดีคือ มีค่าใช้จ่ายขั้นต้นที่ต่ำ เพราะใช้แรงงานคนในการนับจำนวนสินค้าคงคลัง แต่ข้อด้อยคือขาดความแม่นยำของการนับ และใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างมาก

2.ระบบการจัดการแบบอิเล็คโทรนิคส์ (E-POS หรือ Electronic Point-of Sales System) ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือ ทั้งในคลัง และบนชั้นปกติผ่านระบบในเครื่อง ประหยัดเวลาในการดำเนินงาน แต่มีการลงทุนขั้นต้นทางด้านระบบที่สูง เห็นเซเว่นเขาใช้ palm หรือคอมมือถือในการเช็คสต็อก และสั่งสินค้า

3.แต่สำหรับผู้เขียนลงโปรแกรมนี้ในสนนราคาประมาณ 7,000 บาท ค่าคอมพิวเตอร์และปริ๊นเตอร์อีก 30,000 บาท อย่างไรก็ตามถ้ามีโปรแกรมแล้วไม่มีคนคีย์ ไม่อัพเดตสต็อก และเจ้าของร้านไม่ตรวจเช็ค ก็เป็นอันว่าโปรแกรมนี้มีประโยชน์ในแง่ใช้คิดเงินเท่านั้นเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบใด ก็จำเป็นต้องมีการจัดการตารางการนับสินค้าคงคลังโดยบุคคลากร เพื่อตรวจสอบให้เกิดความแม่นยำ แต่การจะเลือกใช้ระบบใดควรจะขึ้นอยู่กับยอดขาย, จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน, ขนาดของร้านค้า ตลอดจน จำนวนบุคคลากรที่ดูแลร้าน

การเก็บสินค้าคงคลังที่ถูกต้องควรแยกหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน ไม่วางปะปนกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้าหลักคือ สินค้าบริโภค อุปโภค และสินค้าวัตถุมีพิษ อาทิเช่น ยาฆ่าแมลง, น้ำยาทำความสะอาดสุขภัณฑ์ เป็นต้น

ในกรณีที่ไม่มีพื้นที่สำหรับจัดเรียงสินค้าคงคลัง สามารถใช้ชั้นวางสินค้าหน้าร้านในการจัดเรียงได้แต่ต้องแกะสินค้าจากหีบห่อให้เรียบร้อย สัดส่วนโดยประมาณระหว่างสินค้าหน้าร้าน และสินค้าคงคลัง คือ 80: 20 อันนี้ผู้เขียนคิดว่าต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามบางครั้งก็มีปัจจัยหรือสถานการณ์ต่างๆที่ทำให้ไม่สามารถรักษาสต็อกไว้ได้ เช่น ภาวะการขาดแคลนสินค้า น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภัยพิบัติต่างๆ หรือกรณียี่ปั๊วสต็อกของไว้เก็งกำไร สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ร้านค้าปลีกที่เป็นปลายทางอย่างเราขาดแคลนสินค้าได้

นอกเหนือจากนี้ระบบการเติมสินค้าหน้าร้านก็ควรยึดหลัก First-in First-out คือสินค้าที่ซื้อมาก่อนต้องนำมาจำหน่ายก่อน เพื่อป้องกันสินค้าหมดอายุเหลือค้างโดยควรนำหลักการนี้มาใช้ในการจัดเรียงสินค้าหน้าร้าน และการจัดเก็บสินค้าในคลัง

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีประกอบการเขียนบทความนี้ จาก MAKRO

รายการส่งเสริมบทเรียนจากMAKROสู่ร้านค้าปลีก

รายการส่งเสริมการขายบทเรียนจากMAKROสู่ร้านค้าปลีก

โดย ฐานิกาพานิช

ผู้เขียนเองเป็นผู้ประกอบการรายใหม่สำหรับการเปิดร้านค้าปลีก จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้ทางด้านการค้าปลีกด้วยตนเองจากเว็บไซต์ต่างๆอยู่เสมอ และเมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็อดที่จะถ่ายทอดต่อไปให้กับคนอื่นๆที่อาจจะแสวงหาความรู้ด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับบทความนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนได้เข้าไปอ่านในเว็บไซต์ของ MAKRO และพบว่าเป็นสิ่งดีๆที่ขออนุญาตนำมาแบ่งปัน


การจัดรายการส่งเสริมการขายถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับร้านค้าปลีก เพื่อหาวิธีจูงใจลูกค้ามาซื้อสินค้าที่ร้านให้ได้มากที่สุด รายการส่งเสริมการขายนั้นสามารถจัดทำได้หลายรูปแบบ และหลายช่วงเวลา แต่ที่สำคัญคือ ควรให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด  ซึ่งนี่แหละคือโจทย์ที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ปวดหัวมากที่สุด เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี 

การจัดรายการส่งเสริมการขายมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1.เพื่อรักษาลูกค้าเก่าที่มีอยู่ ลูกค้าเก่านั้นคือสิ่งมีค่า เป็นดั่งต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรักษาไว้ให้เหนียวแน่น  อย่างไรก็ตามการสร้างความภักดีต่อร้านค้านั้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีก เพราะการส่งเสริมการขายนั้นเป็นเพียงส่วนย่อยหนึ่งของการรักษาฐานลูกค้าเท่านั้น  การจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อรักษาลูกค้าเก่ามีรูปแบบดังนี้

   - การสร้างระบบสมาชิก แทบทุกห้างร้านนิยมใช้ ไม่ได้แปลกใหม่อะไร แต่สำหรับร้านค้าปลีกที่เป็นโชห่วยนั้น อาจจะมีไม่มากนัก เพราะต้องมีระบบคอมพิวเตอร์รองรับ เพื่อสะสมยอดซื้อ เมื่อยอดซื้อสะสมถึงระดับที่ผู้ประกอบการกำหนด และมีการใช้งานสม่ำเสมอ  ก็ให้ของรางวัลเป็นสินค้า เป็นของขวัญ 
  
      ** เป็นเช็คของขวัญ เซ็นทรัลชอบใช้ โดยให้เป็น Givft voichoure เพื่อใช้จ่ายในเซ็นทรัล อันนี้เขาจะให้ปีละครั้ง

      ** เป็นเงินสด แม็คโครชอบใช้  ซื้อ 30,000 คืน 300  ซื้อ 50,000 คืน 500 แต่ต้องนำใบเสร็จมาแลกเดือนต่อเดือนที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส  ซึ่งเป็นการเพิ่มขั้นตอนที่ยุ่งยากและทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าผู้ประกอบการไม่จริงใจที่จะตอบแทนลูกค้าอย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้รายการส่งเสริมการขายนี้ขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย(อาจจะเป็นความรู้สึกของผู้เขียนคนเดียวก็ได้) อีกประการหนึ่งผู้เขียนเองชอบทำใบเสร็จหาย เลยไม่ค่อยประทับใจรายการส่งเสริมการขายนี้เท่าไหร่ แหะๆ

      ** คูปองส่วนลดแทนเงินสด   บิ๊กซีชอบใช้  อันนี้ผู้เขียนก็ชอบพอควรเพราะเขาจะปริ๊นต์คูปองเงินสดออกมาพร้อมบิลเลย ไม่ต้องไปแลกที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสให้ยุ่งยาก อันนี้แสดงถึงความจริงใจและความรู้จริงของผู้ประกอบการในการที่ต้องการให้รายการส่งเสริมการขายนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง   แต่ว่า เราก็ต้องรีบกลับไปบิ๊กซีเพื่อไปใช้คูปองให้ทัน ภายใน 1 เดือน ซึ่งอันนี้ก็ไม่ว่ากัน ถ้าไปไม่ทันก็ต้องทิ้งคูปองนั้นไป

      ** สิทธิแลกซื้อ เซเว่นชอบใช้  ก็เป็นการดึงให้ลูกค้ากลับมาเพื่อใช้สิทธิแลกซื้อจะได้เป็นลูกค้าประจำกันต่อไป

      ** เพิ่มส่วนลดให้จากเดิม 3 % เป็น 5% เป็นต้น

   - การจัดเลี้ยงเพื่อพบปะลูกค้า เป็นการเลี้ยงเพื่อขอบคุณ และแสดงให้เห็นว่าคุณคือลูกค้าคนสำคัญ  นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการจะได้สำรวจความต้องการของลูกค้าโดยใช้การวิจัยโดยแจกแบบสอบถาม เพราะเมื่อมางานเลี้ยงลูกค้าก็จะไม่เร่งรีบเหมือนตอนเข้ามาซื้อของในร้าน ทำให้มีเวลาในการทำแบบสอบถาม

2.เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ให้เข้าร้าน โดยมากการจัดรายการส่งเสริมการขายมักมีเป้าหมายนี้ คือการดึงดูดลูกค้าใหม่ๆเข้าร้าน เพราะผู้ประกอบการเชื่อว่า เมื่อลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย การจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ มีรูปแบบดังนี้
   - การจัดอีเว้นท์ลดแลกแจกแถม (ทุนสูงไปนิดนึง)
   - การแจกโบชัวร์ หรือ ติดป้ายรายการส่งเสริมการขาย ให้เห็นชัดเจน 

3.เพื่อสร้างยอดขาย โดยกระตุ้นให้ยอดการซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้น  นั่นคือต้องมีฐานข้อมูลที่ดีพอเพื่อทำนายว่า ควรจะดึงสินค้าตัวไหนมาจัดรายการ ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นแม่บ้าน อาจจะจัดรายการน้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือ น้ำยาล้างจานโดยลดราคา หรือ ถ้าซื้อเป็นแพ็คจะได้ราคาลดลง หรือจากสินค้าพิเศษช่วงเทศกาล เช่น กระเช้าของขวัญ  สินค้าพิเศษตามฤดูกาลเช่น โลชั่น เป็นต้น

4.เพื่อทำการประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่ที่ร้าน โดยมากมักจะแจกโบชัวร์ ลงโฆษณาว่าถ้ามาในวันเปิดร้านจะได้รับของขวัญ ได้บัตรสมาชิกฟรี หรือได้รับจดหมายข่าวรายการส่งเสริมการขายฟรีเป็นต้น


รูปแบบของรายการส่งเสริมการขาย

แม็กโครได้ให้รูปแบบรายการส่งเสริมการขายไว้ดังนี้

•ลด จัดรายการลดสินค้า

•แลก จัดรายการแลกของสมนาคุณ เมื่อซื้อสินค้าตามมูลค่า หรือจำนวณที่กำหนด

•แจก จัดสินค้าชิม หรือแจกสินค้าใหม่ให้นำไปทดลองใช้

•แถม ฟรีของแถมสมนาคุณไปกับตัวสินค้า

ซึ่งผู้เขียนข้อเพิ่มเติมอีกดังนี้

*เลี้ยง การจัดเลี้ยงเปิดตัวสินค้า เลี้ยงขอบคุณลูกค้า

การจัดรายการส่งเสริมการขายข้างต้น ทางแม็กโครเขาให้ข้อคิดว่า เจ้าของร้านต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภท ที่สำคัญคือ การทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน ถูกต้อง มีการติดป้ายราคา หรือป้ายแจ้งรายการส่งเสริมการขายในจุดจัดเรียงสินค้าที่ลงรายการ
 
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://www.siammakro.co.th/mail/food_MRA_know.php